
หน้าหลัก Time Out Bangkok
เอดิชันภาษาไทยของมีเดียแพลตฟอร์มระดับโลกที่อัปเดตไลฟ์สไตล์คนเมืองมาตั้งแต่ปี 1968

Things to do
เขาว่ากันว่าเดือนกุมภาพันธ์คือเดือนแห่งการสารภาพรัก และก็คงไม่เกินจริงนัก เมื่อทั้งเมืองพร้อมใจกันแต่งแต้มบรรยากาศโรแมนติก ตั้งแต่อีเวนต์ คอนเสิร์ต...

Things to do
กิจกรรมน่าทำในกรุงเทพฯ สุดสัปดาห์นี้ (5 - 8 กุมภาพันธ์)
เข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์แบบเต็มตัว พร้อมกับกิจกรรมที่หลากหลายและลึกซึ้งกว่าเดิม ตั้งแต่การสำรวจจิตใจคนทำงานไปจนถึงการปลุกฟื้นคืนชีพย่านเก่าให้กลับมามีชีวิต...

Things to do
9 ไฮไลต์ห้ามพลาดโค้งสุดท้ายของงาน Bangkok Design Week 2026
ถ้าพูดถึงเทศกาลงานดีไซน์ที่ทำให้คนกรุงเทพฯ ตื่นเต้นที่สุด ชื่อของ Bangkok Design Week มักจะลอยขึ้นมาเป็นชื่อแรกเสมอ ปีนี้เทศกาลกลับมาพร้อมธีม DESIGN S/O/S...

Things to do
10 เวนิวคอนเสิร์ตที่สวยที่สุดในโลก ที่แฟนเพลงทั่วโลกต้องมาสัมผัสบรรยากาศให้ได้สักครั้งในชีวิต
ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเป็น ‘ตัวจริง’ เรื่องคอนเสิร์ต... ลองเช็กลิสต์นี้ดูหน่อยเป็นไง? หากคุณเคยเสพประสบการณ์ดูโชว์ในคลับเล็กๆ หรือเทศกาลดนตรีดังๆ...

Things to do
เที่ยวตรุษจีนแบบ 24 ชั่วโมงในกรุงเทพฯ: ไหว้ศาลเจ้า เดินตลาดน้อย-สำเพ็ง และปิดวันด้วยบาร์จีน
เช้าวันตรุษจีนในกรุงเทพฯ เริ่มต้นด้วยกลิ่นธูปและเสียงประทัด ผู้คนแต่งตัวด้วยสีแดง เดินเข้าสู่ศาลเจ้าด้วยความหวังเล็กๆ...
การโฆษณา
อีเวนต์และกิจกรรมน่าสนใจในกรุงเทพฯ
อัปเดตข่าวล่าสุดจาก Time Out กรุงเทพฯ

Things to do
Lumpini Dog Park สวนสุนัขสไตล์ญี่ปุ่นแห่งใหม่ใจกลางถนนวิทยุ เปิดให้บริการแล้ววันนี้
สิ้นสุดการรอคอยของชาวปทุมวันและคนรักสัตว์ทั่วกรุง เพราะในที่สุด ‘สวนสุนัขลุมพินี’ (Lumpini Dog Park) บริเวณฝั่งถนนวิทยุ ได้ฤกษ์เปิดประตูต้อนรับเหล่าน้องหมาขนปุยให้เข้าไปเช็กอินอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งนี่ถือเป็น Dog Park แห่งที่ 9 ของกรุงเทพฯ ต่อจากพื้นที่ยอดฮิตอย่างสวนเบญจกิติและสวนวัชราภิรมย์ที่หลายคนคุ้นเคย Photograph: BMA ความน่าสนใจอยู่ที่การเปลี่ยนภาพจำของลานจอดรถเดิมให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดกว่า 2 ไร่ ด้วยกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น ภายใต้ความร่วมมือของกรุงเทพมหานคร และหอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ (JCC) ในวาระครบรอบ 70 ปี โดยมีการดึงผู้เชี่ยวชาญมาดูแลการตกแต่งภูมิทัศน์ ปรับระบบไฟ และการจัดการต้นไม้ให้สวยงาม ปลอดภัย และดูโมเดิร์นขึ้น Photograph: BMA มากกว่าแค่พื้นที่เดินเล่น แต่ที่นี่คือสวนต้นแบบที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน โดยแบ่งโซนตามขนาดตัวของน้องๆ อย่างชัดเจน ทั้งโซน ‘พี่เบิ้ม’ (หมาใหญ่) และ ‘น้องจิ๋ว’ (หมาเล็ก) เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและลดความกังวลใจของเจ้าของ ซึ่งระบบนี้ได้รับการหารือร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น เพื่อให้มั่นใจว่าจะเป็นพื้นที่พักผ่อนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง Photograph: BMA ไฮไลต์ที่โดนใจเหล่าทาสหมาที่สุดคงหนีไม่พ้น Off-leash Area หรือโซนที่อนุญาตให้เจ้าของถอดสายจูงได้ ภายในบริเวณที่มีรั้วกั้นมิดชิด น้องๆ สามารถสลัดพันธนาการออกไปวิ่งเล่นและปล่อยพลังได้อย่างอิสระ ในขณะที่เจ้าของเองก็ได้นั่งพักผ่อน พบปะสังสรรค์กับกลุ่มคนรักสัตว์ด้วยกันในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย Photograph: BMA โดยการถือกำเนิดของ Lumpini Dog Park สะท้อนถึงเทรนด์ Pet Humanization ของคนเมืองในปัจจุบัน ที่สัตว์เลี้ยงกลายเป็นสมาชิกคนสำคัญในครอบครัวอย่างเต็มตัว การมีพื้นที่สาธารณะที่รองรับไลฟ์สไตล์นี้ได้อย่างมีคุณภาพ จึงไม่ใช่แค่เรื่องของสันทนาการ แต่คือความรับผิดชอบของเมืองที่ต้องปรับตัวให้ทันกับความต้องการของประชาชน Photograph: BMA อย่างไรก็ตาม แม้จะมีโซนให้วิ่งเล่นอิสระ แต่ทางสวนยังคงเน้นย้ำเรื่องการดูแลอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ที่ต้องใส่สายจูง (Leash Area) เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยร่วมกัน วันหยุดนี้ใครที่ไม่อยากให้น้องหมาต้องอุดอู้เค้าแมวอยู่ในคอนโดหรือบ้านเพียงลำพัง ลองพาน้องๆ ออกมาเดินสูดอากาศและลดความเครียดที่ Lumpini Dog Park แห่งนี้ดู เปิดทำการเวลา 04.30 - 22.00 น. และต้องลงทะเบียนก่อนเข้าใช้พื้นที่ เพราะเราเชื่อว่าสวนสุนัขจะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ที่ทั้งคนและน้องหมาต้องหลงรักแน่นอน

Things to do
ใส่รองเท้าวิ่งคู่ใจ แล้วลงสนามไปกับสวนเปิดใหม่ ใกล้สาทร!
ทุกวันนี้ การได้หายใจเต็มปอดกลางกรุงเทพฯ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่หนึ่งในความพยายามของกรุงเทพมหานคร คือการค่อยๆ เติม ‘พื้นที่ของประชาชน’ กลับคืนสู่เมือง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเว็บไซต์จองพื้นที่สาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนเมืองได้ใช้พื้นที่สร้างสรรค์ ไปจนถึงการปรับปรุงสวนสาธารณะให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น โดยล่าสุด สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เขตสาทร กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังปิดปรับปรุงครั้งใหญ่ บนพื้นที่กว่า 17 ไร่ ที่พร้อมรองรับทั้งสายออกกำลังกาย สายพักผ่อน และสายกิจกรรมสร้างสรรค์แบบครบจบในที่เดียว Photograph: Prachachat โดยสวนแห่งนี้ได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าไปใช้บริการแล้ววันนี้ ครองครองพื้นที่กว่า 17 ไร่ พร้อมรองรับทุกกิจกรรม ทุกงานสร้างสรรค์ รับรองว่าทุกคนจะได้ใช้คุ้มทุกตารางวาแน่นอน และแม้จะยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการแต่ภายสวนสามารถใช้งานได้ทุกพื้นที่แล้ว ไฮไลต์ภายในสวนประกอบไปด้วย ทางเดินกลางน้ำ, ทางเดินศึกษาธรรมชาติ, สวนบำบัด, สนามเด็กเล่น, ลู่วิ่งทางเดินออกกำลังกาย, เวทีกลางแจ้ง เรียกได้ว่าครบทุกรส ใช้จนคุ้มตั้งแต่เช้าจรดเย็น หากใครมีแพลนจะออกำลังกาย หรือแค่อยากพักใจสงบๆ เตรียมใส่รองเท้าคู่ใจ และเดินเข้าเข้าซอยงามดูพลีได้เลย! Photograph: Prachachat ยิ่งมีพื้นที่สีเขียวมากเท่าไหร่ ชาวกรุงอย่างเราก็ยิ่งมีที่พักพิงมากเท่านั้น ลองคิดดูว่าหากได้พักผ่อนหย่อนใจ หนีตึกใหญ่เข้าไปในสวน ในวันหยุดหรือหลังเลิกงาน เบรกความวุ่นวายด้วยสวนสบายตาและใจในย่านสาทร ที่ สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (mrt ลงสถานีลุมพินี ทางออก 1) สวนเปิดเวลา 05.00 - 21.00 น.

Travel
Marshmallow Restival เทศกาลแห่งการพักผ่อน บนจังหวะชีวิตที่ช้าลง
ฉันรู้ตัวว่าฉันต้องชอบ (และอาจจะกำลังต้องการ) มายังเทศกาลนี้ตั้งแต่อยู่หน้าประตูทางเข้า โดยเฉพาะหลังจากที่ผ่านงานอีเวนต์ที่ต้องใช้พลังงานแบบน็อนสตอบในช่วงที่ผ่านมา Abonzo Yama Mitsu ตั้งอยู่บนเนินเขาที่ลาดเอียงพอดีๆ นอกตัวเมืองเชียงราย พร้อมวิวหุบเขาและแม่น้ำกกแบบ 360 องศา เวทีกลางแจ้งหันหลังให้กับทิวเขาที่สลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา โดยมีแสงพระอาทิตย์ตกดินเป็นเฟรมภาพที่สมบูรณ์แบบอยู่ไกลๆ ที่นี่เป็นสถานที่ที่สะกดสายตาด้วยธรรมชาติเสียจนทำให้คุณต้องรู้สึกผ่อนคลายทันทีที่มาถึง Photograph: Marshmallow Restival ฉันได้รับการต้อนรับด้วยรอยยิ้มกว้างที่คุ้นเคยจาก ตั๋ง-จิรปาณ ขาวคำ นักไวโอลินจากกรุงเทพฯ ที่ฉันเคยร่วมงานและได้ดูเขาแสดงมาหลายปี ฉันเป็นแฟนคลับตัวยงของเขาเลยล่ะ ปรากฏว่าเขาเป็นหัวหน้าวงไวโอลินในวง Marshmallow Symphony Orchestra ฉันไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่าจะเจอคนรู้จักที่นี่ การได้เจอเขาตั้งแต่วินาทีแรกเลยทำให้ใจฟูขึ้นมาทันที ‘ผมได้รับคำเชิญจาก ‘โน้ต’ เพื่อนของผมที่เป็นคอนดักเตอร์ เขาพานักดนตรีจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ เชียงราย และพะเยา มารวมตัวกันเพื่อวงออร์เคสตรานี้ครับ’ ตั๋งบอกกับฉัน ‘เราเล่นครั้งแรกในงานแต่งงานของผู้จัดงาน แล้วเขาชอบสไตล์มาก เลยขอให้จัดวงขนาด 30-40 คนมาเล่นในงาน Restival นี้ ผมรู้สึกว่าได้รับการดูแลดีมากและประทับใจกับประสบการณ์ทั้งหมดจริงๆ’ Photograph: Marisa Marchitelli Marshmallow Restival นิยามตัวเองว่าเป็นเทศกาลแห่งการพักผ่อน ที่นี่ไม่มีโชว์ตอนเที่ยงคืน ไม่มีตารางเวลาที่ทุกคนต้องเร่งรีบ มีเพียงเวิร์กช็อป โปรแกรมดนตรีที่คัดสรรมาอย่างดี และวิวดอยที่ทอดยาวให้ทุกคนได้ปล่อยใจไปกับมัน ผู้คนส่วนใหญ่เป็นครอบครัวคนไทยรุ่นใหม่ที่มีเด็กๆ วิ่งไล่จับกันระหว่างแถวเก้าอี้แคมป์ปิ้ง ฉันไม่รู้จักวงดนตรีที่มาเล่นเลยสักวง แต่ดูเหมือนพวกเขาจะเป็นตัวดึงดูดหลักสำหรับคนอื่นๆ และเป็นไลน์อัปประเภทที่ผู้คนวงปฏิทินรอคอยมาเป็นเดือนๆ และเอาเข้าจริง การก้าวเข้าสู่โลกของดนตรีที่ฉันไม่รู้จักเลยกลับเป็นวิธีพักผ่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุด ‘เราอยากนำเสนอไอเดียใหม่ๆ’ อลงกรณ์ ถาบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Meaning Maker และผู้อำนวยการจัดงาน Marshmallow Restival กล่าว ‘การพักผ่อนไม่จำเป็นต้องหมายถึงความนิ่งสงบหรือการไม่ทำอะไรเลย เราต้องการพื้นที่สำหรับการเชื่อมต่อ ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ และคนกับกิจกรรมต่างๆ’ วันแรก Photograph: Marisa Marchitelli วันศุกร์เริ่มต้นอย่างเนิบนาบเหมือนแขกที่มาพักผ่อนที่บ้าน ผู้คนเดินเล่นตามตลาดและซุ้มอาหาร แวะหยิบหนังสือจากมุมเอาท์ดอร์ของร้าน Passport Bookshop และลองดมกลิ่นน้ำหอมในเวิร์กช็อปราวกับกำลังแต่งแต้มตัวตนใหม่สำหรับสุดสัปดาห์นี้ ฉันเข้าร่วมการชิมไวน์กับ Frederic Debono ซอมเมอลิเยร์ชาวฝรั่งเศสที่สามารถบรรยายไวน์ขาวให้ฟังดูเหมือนเรื่องราวความรัก และที่เด็ดกว่านั้นคือเขาพูดไทยคล่องปร๋ออีกด้วย ‘ร้านหนังสือบนภูเขากลายเป็นอะไรที่มากกว่าแค่การซื้อหนังสือครับ’ อลงกรณ์บอกกับฉันภายหลัง ‘ผู้คนนั่งฟังเรื่องราวว่าหนังสือเล่มหนึ่งเปลี่ยนชีวิตคนคนหนึ่งไปได้อย่างไร’ เขาดูตื้นตันใจมากจริงๆ Photograph: Marisa Marchitelli กลางสนามหญ้า มีกลิ่นซิกเนเจอร์สองกลิ่นที่ปรุงขึ้นพิเศษสำหรับงานนี้วางอยู่บนแท่นเงาวับ ดูเหมือนงานศิลปะชิ้นเล็กๆ ทุกๆ พักใหญ่ๆ จะมีคนเดินเข้าไปฉีดพรมเบาๆ แล้วเดินออกมาด้วยกลิ่นที่ชวนให้รู้สึกได้พักผ่อนมากขึ้น ซึ่งฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น Photograph: Marshmallow Restival เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำลง ฝูงชนเริ่มเคลื่อนตัวไปที่หน้าเวทีและลานกว้าง ที่ซึ่งแถวเก้าอี้แคมป์ปิ้งและเสื่อถูกจัดวางไว้ให้อย่างเป๊ะ คุณจะเอาของตัวเองมาก็ได้แต่จริงๆ ไม่จำเป็นเลย การจัดการภายในงานของที่นี่น่าประทับใจมาก เพราะทุกอย่างดูเรียบร้อยโดยไม่มีความวุ่นวายให้เห็น Photograph: Marshmallow Restival เมื่อวง Friday ขึ้นไปยังเวที สนามหญ้าก็กลายเป็นเหมือนห้องนั่งเล่นแสนนุ่มนวล แต่ละครอบครัวนั่งลงบนเก้าอี้ เด็กๆ นอนแผ่บนเสื่อ และท้องฟ้าตรงหน้าก็เริ่มเปลี่ยนสีจากส้มเป็นแดงเข้ม มันไม่ใช่บรรยากาศที่อึกทึก แต่ก็ไม่เงียบจนง่วงนอน มันเหมือนการผ่อนลมหายใจออกพร้อมๆ กันหลังจากสัปดาห์ที่ยาวนาน Photograph: Marshmallow Restival วันที่สอง Photograph: Marshmallow Restival วันเสาร์มีรถและผู้คนหนาตาขึ้น ครึ่งหนึ่งของฝูงชนมาพร้อมเด็กตัวน้อยๆ และห้องเวิร์กช็อปก็เต็มไปด้วยใบหน้าเล็กๆ ที่ดูจริงจัง ที่ Artepolé ฉันเห็นเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังแปะฉลากขวดน้ำหอมอย่างตั้งใจ โดยมีคุณพ่อคอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เหมือนผู้ช่วยที่แสนภาคภูมิใจในลูกสาว Photograph: Marshmallow Restival ฉันลองฝึกเขียนอักษรวิจิตร (Calligraphy) กับ Ki Bangkok แล้วก็ได้คำตอบว่าลายมือของฉันเหมือนไก่ที่กำลังตื่นตระหนก ต่อมา ตุลย์ หิรัญญลาวัลย์ ได้พากลุ่มเล็กๆ เดินถ่ายภาพรอบๆ พื้นที่ สอนวิธีรีดประสิทธิภาพสูงสุดจากการถ่ายภาพด้วยมือถือของเรา Photograph: Marshmallow Restival ไม่นานนัก คาร์ต้า เพื่อนของฉันก็มาถึงพร้อมกับคุณแม่ และพวกเขาก็รักงานนี้มาก เขาบอกว่ามันรู้สึกเหมือนการมาพักร้อนในคอนเสิร์ต ซึ่งมันใช่เลย! Marshmallow Orchestra มอบโชว์ช่วงอาทิตย์ตกดิน ด้วยนักดนตรี 40 ชีวิต พร้อมเพลงบรอดเวย์ที่คุ้นหูและดนตรีคลาสสิกฟังสบาย ‘แขกบางคนบอกว่าพวกเขาตื้นตันจนน้ำตาไหล เพียงแค่นั่งฟังวงออร์เคสตราตอนพระอาทิตย์ตกดิน ทั้งที่พวกเขาไม่รู้จักเพลงเหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ’ อลงกรณ์แชร์ให้ฟัง เมื่อความมืดเข้าปกคลุม วง P.O.P ก็ขึ้นเวที และฝูงชนก็เริ่มสนุกกันมากขึ้น ร้องเพลงตามและโบกไม้โบกมือในอากาศอย่างมีความสุข Photograph: Marshmallow Restival วันที่สาม Photograph: Marshmallow Restival พอถึงวันอาทิตย์ ที่นี่รู้สึกเหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ เราเริ่มเดินกระทบไหล่กับใบหน้าเดิมๆ ที่คุ้นเคยตามเวิร์กช็อปและแถวต่อคิวรับอาหาร ทุกคนวิวัฒนาการกลายเป็นมือโปรของเทศกาล การจองที่นั่งบนลานหญ้าเริ่มมีการวางแผนกลยุทธ์อย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงบ่ายแก่ๆ ฉันยังหาเวลาปลีกตัวไปนั่งบนบีนแบ็กพร้อมนิยายของ Gabriel García Márquez ที่หยิบมาจากร้านหนังสือ ซึ่งรู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่เข้ากับแบรนด์ของงานนี้ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ Photograph: Marshmallow Restival Photograph: Marshmallow Restival เมื่อพระอาทิตย์เริ่มตกดิน ไฮไลต์อย่างวง ETC ก็รับไม้ต่อ และบรรยากาศก็พุ่งทะยานขึ้นไปอีกระดับ นักร้องนำเดินลัดเลาะเข้าไปในหมู่ผู้ชม พร้อมไมโครโฟนในมือ ร้องเพลงให้แฟนๆ ฟังในระยะประชิดขณะที่ทุกคนร้องตามได้ทุกคำแบบขึ้นใจ แท่งไฟไม่รู้มาจากไหนโผล่มาเต็มไปหมด และทันใดนั้นทั้งลานก็ลุกขึ้นยืนเต้น ฉันเหลือบไปเห็น ตั๋งอยู่ไกลๆ เขากำลังยิ้มกว้างและเต้นไปกับเพื่อนร่วมวง เป็นการปิดท้ายงานที่ยอดเยี่ยมที่สุด Photograph: Marshmallow Restival ระหว่างขับรถลงเขา ฉันแอบขำกับความย้อนแย้งของมัน ในเมืองใหญ่เราหนีเสียงอึกทึกเพื่อไปพักผ่อน แต่ที่นี่ ‘เสียง’ เหล่านั้นกลับทำให้รู้สึกพักผ่อนได้อย่างประหลาด ทั้งแท่งไฟ เสียงวงออร์เคสตรา คุณแม่ที่เต้นกับลูกวัยเตาะแตะ ทั้งหมดถูกบรรจุไว้อย่างปลอดภัยภายใต้ตารางเวลาที่มีเวลาเข้านอนชัดเจน Photograph: Marshmallow Restival ‘เราไม่อยากให้การรวมตัวครั้งนี้กลายเป็นเรื่องที่เหนื่อยล้าครับ’ อลงกรณ์กล่าว ‘มีคนมาร่วมงานประมาณ 3,000 คนตลอดสามวัน และเราไม่ได้วางแผนที่จะขยายให้ใหญ่ไปกว่านี้มากนัก เป้าหมายของเราคือความใกล้ชิด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้ดื่มด่ำกับทุกประสบการณ์จริงๆ และกลับไปพร้อมความรู้สึกที่ได้รับการพักผ่อน ไม่ใช่ความรีบเร่ง’ ฟังดูเป็นไอเดียที่ยอดเยี่มมาก

Shopping
5 แบรนด์ชุดเจ้าสาวดีไซเนอร์ไทย สำหรับเจ้าสาวที่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไรในวันสำคัญ
มีเพียงไม่กี่วันในชีวิตที่เราได้เลือกเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาที่สุดวันแต่งงานคือหนึ่งในนั้น มันคือวันที่ความทรงจำ ความตั้งใจ และตัวตน ถูกถักทอเข้าด้วยกัน ก่อนจะไปหยุดอยู่บนชุดเจ้าสาว ชุดที่ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้า แต่เป็นภาษาหนึ่งในการสื่อสารว่าเราเป็นใคร และกำลังจะก้าวไปสู่บทใหม่ของชีวิตอย่างไร ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ ชุดเจ้าสาวไม่จำเป็นต้องเป็นสีขาว มันอาจเป็นชุดใดก็ได้ที่ผู้หญิงคนหนึ่งเลือกสวมใส่ และสามารถกลับมาใช้ซ้ำได้ในชีวิตจริงจนกระทั่งปี 1840 เมื่อสมเด็จพระราชินีวิกตอเรียทรงเลือกสวมชุดลูกไม้สีขาวในพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าชายอัลเบิร์ต ภาพนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมทางวัฒนธรรม สีขาวจึงค่อยๆ ถูกยกให้เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ สถานะ และความมั่งคั่ง สะท้อนถึงสถานะทางสังคม หลังสงครามโลก ครั้งที่2 เมื่อความมั่งคั่งขยายตัว ชุดแต่งงานสีขาวจึงไม่ใช่ภาพของชนชั้นสูงอีกต่อไป หากกลายเป็นธรรมเนียมกระแสหลัก และฝังรากอยู่ในจินตนาการของงานแต่งงานมาจนถึงปัจจุบัน Photograph: Mesh Museum แต่ในโลกของเจ้าสาวยุคใหม่ การเลือกชุดไม่ได้หมายถึงการเดินตามขนบเพียงอย่างเดียวบางคนเลือกสีอื่น บางคนเลือกซิลูเอตที่ต่างออกไป และบางคนเลือกดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ไม่ใช่เพื่อแหกกฎ หากเพื่อยืนยันว่าเธอรู้จักตัวเองดีพอ และมั่นใจในความหมายของวันที่กำลังจะมาถึง และสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ คือเจ้าสาวไทยไม่จำเป็นต้องเดินทางไกล เพื่อค้นหาชุดในฝัน เพราะวันนี้ ดีไซเนอร์ไทยและห้องเสื้อในกรุงเทพฯ มีทั้งฝีมือ แนวคิด และความเข้าใจในตัวผู้หญิงอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่ความเรียบหรูแบบโมเดิร์น ไปจนถึงงานหัตถศิลป์ที่สืบทอดคุณค่าทางวัฒนธรรม นี่คือ 5 แบรนด์ชุดเจ้าสาวจากดีไซเนอร์ไทย ที่พิสูจน์ว่า ‘ความงามในวันสำคัญ’ สามารถเป็นได้ทั้งความงดงาม และความเป็นตัวเองในเวลาเดียวกัน

Things to do
ดิ่งลึกไปกับคลื่นเสียงหลากหลายเฉด ที่จะมาเขย่าทุกโสตประสาท บนเวที Go on Ground Festival
เตรียมตัวดำดิ่งสู่ค่ำคืนแห่งร็อก อินดี้ ซูเกซ และ อัลเทอร์เนทีฟ ที่จะปลุกอะดรีนาลีนให้เดือดพล่าน ตั้งแต่โน้ตแรก ไปจนถึงเสียงสุดท้าย Photograph: Go on Ground upcoming sounds หากคุณกำลังตามหางานดนตรีที่ไม่ได้มีไว้แค่ฟัง แต่ต้องสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในทุกอณูของร่างกาย Go on Ground Festival คือพื้นที่ที่คลื่นเสียงจะพุ่งชนทุกโสตประสาทอย่างไม่ไว้หน้า เพราะงานนี้รวมพลังดนตรีจากศิลปินระดับพระกาฬที่หาดูได้ยาก ผสานกับแสง สี เสียงแบบจัดเต็ม ที่ไม่ว่าคุณจะยืนอยู่มุมไหนของฮอลล์ ก็ไม่มีทางหลบพ้นแรงกระแทกของเสียงเพลง Photograph: Go on Ground upcoming sounds เรียกได้ว่านานๆ ทีเราจะได้เห็นลิสต์ศิลปินที่เข้มข้น ขนาดนี้ในงานเดียว ยกตัวอย่างตั้งแต่ FLURE วงร็อกแถวหน้าที่ความเก๋าไม่เคยลดลง, The Darkest Romance ที่พร้อมจะสาดความเดือดให้สุดหลอด ไปจนถึงวงดนตรีสายบรรยากาศอย่าง Desktop Error และ Inspirative การที่วงระดับแม่เหล็กเหล่านี้มารวมตัวกันบนเวทีเดียวกันคือการการันตีว่า คุณจะได้สัมผัสกับมาตรฐานโชว์ระดับคุณภาพที่คัดมาแล้วเพื่อคอดนตรีตัวจริง Photograph: Go on Ground upcoming sounds และความพิเศษที่ทำให้งานนี้ต่างจากเฟสติวัลอื่น คือการเป็นเวทีตัดสินของ GO ON GROUND POWERED BY ASIA NEW BEAT ที่รวมเอา 8 วงดนตรีจาก 4 ประเทศมาประชันกัน นี่คือโอกาสที่คุณจะได้เห็นศักยภาพของศิลปินหน้าใหม่จากหลากพื้นที่ ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นศิลปินดาวรุ่งพุ่งแรงในอนาคต Photograph: Go on Ground upcoming sounds ไลน์อัปศิลปิน FLURE Desktop error Solitude Is Bliss The Darkest Romance Inspirative Yellow fang Murrph. underscoreLESS Malaysia x2 South Korea x2 Vietnam x2 รายละเอียดตารางงาน งานนี้เน้นพลังงานของบัตรยืนแบบไม่มีแบ่งโซน เพราะเราเชื่อว่าเสรีภาพในการรับแรงสั่นสะเทือนควรเป็นของทุกคนเท่าๆ กัน วันที่ 21 มีนาคม 2569 ที่ JJ Hall ชั้น 6, JJ Mall เริ่มลงทะเบียน 13.30 น. | ประตูเปิด 14.00 น. | โชว์เริ่มตั้งแต่ 15.00 - 23.30 น. ขั้นตอนการจองบัตร คุ้มสุดสำหรับคนที่ตัดสินใจเร็ว บัตรแบ่งออกเป็น 3 ช่วงราคา Phase 1: Early Bird (1 - 14 ก.พ. 69) — ราคาเพียง 490 บาท Phase 2: Regular (15 ก.พ. - 20 มี.ค. 69) — ราคา 790 บาท Phase 3: At Door (ซื้อวันงาน) — ราคา 990 บาท จองบัตรได้แล้วที่: I HAVE TICKET ติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ที่ Facebook: Go on Ground

Things to do
Silent Theatre Festival กลับมาอีกครั้ง กับ 4 การแสดงชั้นยอด
เคยไหม ดูการแสดงที่ยอดเยี่ยมจนรู้สึกว่าไม่ได้ยินคำพูดสักคำ แต่กลับเข้าใจทุกอย่าง? นั่นแหละคือเสน่ห์ของ Silent Theatre Festival ไม่ต้องมีซับ ไม่ต้องมีอุปสรรคทางภาษา มีแค่การเล่าเรื่องผ่านการเคลื่อนไหว จังหวะ และคอเมดี้กายภาพที่ทำให้หัวเราะจนน้ำตาเล็ด Photograph: Silent Theatre Festival เทศกาลจะจัดขึ้นโดย House of Mask and Mime theatre group ผู้รวบรวมศิลปินจากญี่ปุ่น เช็ก และไทย มาโชว์พลังการเล่าเรื่องแบบไร้คำพูดให้เห็นชัดว่า บางครั้งเรื่องที่ดีที่สุด ไม่ต้องพูดสักคำก็สื่อสารได้ครบ และปีนี้มาพร้อม 4 การแสดง ที่แต่ละเรื่องมีรสชาติของตัวเอง Photograph: Silent Theatre Festival Zeroko’s Teatime ผลงานละครไม่พูดร่วมสมัยของศิลปินญี่ปุ่น ‘Zeroko’ ที่หยิบพิธีชงชามาเป็นแกนเรื่อง ทุกท่วงท่าเล็กน้อยมีน้ำหนัก ทุกการเคลื่อนไหวค่อยๆ เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้หายใจช้าลง การแสดงเปลี่ยนไปในแต่ละครั้งตามพลังของห้องและผู้ชม ราวกับชาที่รสไม่เคยซ้ำ แต่อบอุ่นเหมือนเดิม Photograph: Silent Theatre Festival Silly Little Things โดย ‘Trygve Wakenshaw’ ละครไม่พูดระดับแนวหน้าของยุโรป ที่มองเห็นความตลกในรายละเอียดเล็กๆ ของชีวิต ช่วงเวลาที่นำไปสู่มิตรภาพ ความเก้อเขิน หรือเสียงหัวเราะที่เผลอหลุดออกมา ผลงานของเขาติดอันดับการแสดงตลกยอดเยี่ยมที่ ‘Edinburgh Fringe’ และขายหมดแทบทุกที่ที่ไปเยือน Photograph: Silent Theatre Festival THE SHOW4 นักแสดงจาก to R mansion ประเทศญี่ปุ่น ที่ผสมละครไม่พูดแบบเวทมนตร์ การเต้น และคอเมดี้เข้าด้วยกันอย่างสนุกสนาน Pierrot จมูกแหลม ชายไร้ศีรษะ และ Madames ช่างคุย สร้างความวุ่นวายที่ชวนหัวเราะ เป็นการแสดงที่ดูได้ทั้งครอบครัว Photograph: Silent Theatre Festival GEEK GAG GO 2: Lon Mon Du Sierการกลับมาของสามนักแสดงไทยที่เคยสร้างความประทับใจในปี 2567 พร้อมโชว์ใหม่ เปลี่ยนความโกลาหลรอบตัวให้กลายเป็นคอเมดี้เงียบ ผ่านเพลง งานเสียง และการแสดงที่ทั้งขำและอบอุ่นหัวใจ ที่ Bangkok Art and Culture Centre หอศิลป์กรุงเทพฯ (BACC) Studio Room ชั้น 4 ราคาบัตร 490 บาท (จองบัตร) วันที่ 21–22 มีนาคม

Things to do
บ้านแห่งเสียงรบกวน ‘Noise House Lat Phrao’ คอมมูนิตี้ดนตรีนอกกระแส ประกาศปิดตัวถาวร มีนาคมนี้
ถ้าพูดถึงพื้นที่เล็กๆ ที่มีเสียงดังมากกว่าขนาดของมัน หลายคนคงนึกถึง บ้านแห่งเสียงรบกวน ‘Noise House Lat Phrao’ ในซอยลาดพร้าว 101 เป็นอันดับต้นๆ เพราะที่นี่ไม่ใช่แค่ไลฟ์เฮ้าส์ แต่คือบ้านของคนรักดนตรีนอกกระแส และเป็นพื้นที่ที่ทำให้หลายวงได้มีเวทีจริงๆ ในวันที่ยังไม่มีใครรู้จักชื่อพวกเขา Photograph: Noise House Lat Phrao Noise House เป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนตัวเล็กในวงการได้มีที่ยืน ตั้งแต่นักดนตรีหน้าใหม่ ไปจนถึงคนที่อยากลองเป็นผู้จัดอีเวนต์ ได้ลงมือสร้างคอนเสิร์ตในแบบที่ตัวเองเชื่อ ตั้งแต่การคิดธีม จัดแสง ทำโปสเตอร์ ไปจนถึงการประดับประดาพื้นที่ให้กลายเป็นเวทีในฝัน ตลอดเวลาที่ผ่านมา ที่นี่กลายเป็นพื้นที่ความทรงจำร่วมของหลายคนอย่างไม่รู้ตัว บางคนเคยมาเจอวงโปรดครั้งแรกที่นี่ บางคนเคยยืนเบียดๆ ดูโชว์ในห้องเล็กๆ ที่อัดแน่นไปด้วยพลังของคนดู และบางคนอาจเคยร้องเพลงสุดเสียงกับเพื่อนในคืนที่อยากระบายทุกอย่างออกไปกับดนตรี Photograph: Noise House Lat Phrao สิ่งที่ทำให้ Noise House แตกต่างจากหลายที่ คือแนวคิดที่อยากเชื่อมโยง ‘ศิลปินที่มีชื่อเสียง’ กับ ‘ศิลปินหน้าใหม่’ ให้มาอยู่บนเวทีเดียวกัน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน และสร้างคอมมูนิตี้ที่คนรักดนตรีได้เติบโตไปด้วยกันจริงๆ ไม่ใช่แค่การมาดูคอนเสิร์ตแล้วแยกย้ายกลับบ้าน Photograph: Noise House Lat Phrao แต่ล่าสุด Noise House ได้ออกมาประกาศข่าวที่ทำให้หลายคนใจหายว่า การเดินทางของบ้านแห่งนี้กำลังจะสิ้นสุดลง โดยจะปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 มีนาคม 2569 หลังเปิดพื้นที่และขับเคลื่อนคอมมูนิตี้มาเป็นเวลากว่า 2 ปี Photograph: Noise House Lat Phrao แม้วันหนึ่งบ้านแห่งเสียงรบกวนจะไม่ได้อยู่ตรงนั้นอีกต่อไป แต่สิ่งที่ยังอยู่คือ มิตรภาพและความทรงจำของผู้คนที่เคยเดินเข้ามาในบ้านหลังนี้ ทั้งคนดู นักดนตรี ผู้จัด และทุกคนที่เคยช่วยกันทำให้พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้มีความหมายมากกว่าการเป็นสถานที่จัดโชว์ Photograph: Noise House Lat Phrao จนกว่าจะถึงวันปิดตัว Noise House ยังเปิดให้บริการตามปกติ พร้อมโปรโมชันส่งท้ายสำหรับการเช่าสถานที่จัดงาน โดยมีรายละเอียดดังนี้ราคา 4,888 บาท / 6 ชั่วโมง (จากราคาปกติ 6,000 บาท)บวกเพิ่มชั่วโมงละ 1,000 บาท ระยะเวลาโปรโมชัน 5–20 กุมภาพันธ์นี้ และสามารถจองใช้สถานที่ได้จนถึงวันทำการสุดท้าย 31 มีนาคม 2569 ใครที่ยังไม่เคยไป หรือใครที่เคยไปแล้วแต่ยังอยากกลับไปยืนฟังเพลงในบ้านหลังนี้อีกครั้ง นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายจริงๆ แล้ว ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Facebook: Noise House Lat Phrao IG: noisehouse.latphrao.bkk

Things to do
สะบัดสไบ ใส่กางเกงยีนส์ แล้วไปสนุกกับแคมเปญ #BangkokCityChallenge
The Bangkok City Challenge ที่กำลังไวรัลอยู่ในขณะนี้ มีจุดเริ่มต้นจากนักร้องลูกทุ่งชื่อดัง ‘กระแต อาร์สยาม’ ที่ถ่ายทอดพลังของกรุงเทพฯ ด้วยเอเนอจี้ลูกทุ่ง แต่มีกลิ่นอายอินเตอร์ด้วยเนื้อเพลงภาษาอังกฤษทั้งเพลง! ความแปลกใหม่ของวงการเพลงไทยที่ไม่รู้สึกฝืนหรือหลุดบริบท หากแต่ถูกจัดวางอย่างสร้างสรรค์ในฐานะงานศิลป์ร่วมสมัย หลังจากการปล่อยเพลงได้ไม่นาน ก็เกิดเป็นกระแสเมื่อมีผู้ใช้งานนำแผ่นเสียงของเธอไปใช้กับการนุ่งสะไบใส่กางเกงยีนส์ ที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมไทยฉบับโมเดิร์น ไปตามหมุดหมายต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ ไม่เพียงดึงดูดสายตานักท่องเที่ยว แต่ยังสะท้อนพลังเมืองที่ถูกส่งต่อไปทั่วโซเชียล จนกวาดยอดวิวทะลุล้าน และจุดกระแสสร้างชาเลนจ์พร้อมเงินรางวัลกว่า 200,000 บาทให้ผู้คนที่ออกมาร่วมรีครีเอตลุคใหม่ไปด้วยกัน สไบ - ผ้าไหมแถวยาวราวหนึ่งฟุต พาดเฉียงผ่านไหล่ข้างหนึ่ง ปลายทิ้งพลิ้วไปด้านหลัง เป็นชุดที่อยู่คู่สังคมไทยมาหลายทศวรรษ มีรากจากการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมสิ่งทอ ระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดิมเป็นเครื่องแต่งการของสตรีชั้นสูงและราชสำนัก ก่อนที่ช่วงกลางศตวรรษที่ 20 บทบาทของสไบก็ค่อยๆ ถูกจำกัดให้อยู่ในบริบทเชิงพิธีการ ไม่ว่าจะเป็นการแสดงนาฏศิลป์ งานทางการ หรือโอกาสพิเศษ มากกว่าการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน View this post on Instagram A post shared by Nicole Nam (@nicolenamxo) แต่ทำไมต้องสไบกับยีนส์? เพราะการผสมนี้กำลังทำอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ และสิ่งจำเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นคือภาษาทางภาพที่โอบรับสองสิ่งไว้พร้อมกัน ทั้งความขบถแต่ยังเคารพโดยไม่ลบล้างกัน นี่ไม่ใช่คอสเพลย์ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่การล้อเลียน แต่คืออัตลักษณ์ไทยร่วมสมัย ที่กำลังหาจุดยืนร่วมแบบเรียลไทม์บนโซเชียลมีเดีย เป็นช่วงเวลาที่จารีตได้มาบรรจบกับกับชีวิตประจำวัน และกลับมาอยู่ในซีนอีกครั้งไม่ได้เพียงแค่ถูกจัดใส่กรอบไว้หน้าตู้กระจก View this post on Instagram A post shared by Gina Virahya (@ginaa.24) เทรนด์นี้เลือกเดินทางสายกลาง เลี่ยงทั้งการอนุรักษ์แบบเดิมๆ และการหยิบฉวยวัฒนธรรมมาใช้แบบผิวเผิน แต่มันคือการ ‘ตีความใหม่’ และการปรับจูนบทบาทของมันในชีวิตประจำวัน ดึงมันออกจากมุมจริงจัง เข้าสู่กรุงเทพฯ ในเวอร์ชันปัจจุบัน และการที่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นผ่านชาเลนจ์ซึ่งผูกกับเพลงที่พูดถึงพลังของกรุงเทพฯ ก็ยิ่งตอกย้ำให้ชัด นี่อาจเป็น Soft Power ก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือผู้คนที่กำลังสนุกกับการแต่งตัวของตัวเองเท่านั้น กระแตเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมในวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ที่ Vintage Vespa Thailand ย่านทรงวาด เปิดพื้นที่ให้ทุกคนที่รักวัฒนธรรมไทยมาร่วมใส่สไบ สร้างคอนเทนต์ และเฉลิมฉลองเทรนด์นี้ไปพร้อมกัน เป้าหมายคือการบันทึกช่วงเวลาของกระแส ‘คลั่งไคล้ชุดไทย’ และผลักดัน soft power ของไทยผ่านกรุงเทพฯ เมืองหลวงของพลังสร้างสรรค์ โดยมีไฮไลต์เป็นการแสดงรำถวายแบบพิธีการจากนาฏศิลป์ไทยจำนวน 100 คน กำหนดการ 15.45 น. พิธีพราหมณ์อวยพร 16.00 น. การแสดงนาฏศิลป์ไทย (รำถวายแบบพิธีการ โดยนักแสดง 100 คน) 16.20 น. กิจกรรม Bangkok City: ‘Thais in sabai’ รวมพลังคนใส่สไบ 17.30 น. สัมภาษณ์ศิลปินและคนดัง แจกพิกัดแหล่งหาสไบในกรุงเทพฯ! Sense Of Thai หากต้องการเช่าชุดพร้อมสไบครบเซ็ต เพียงแค่ขึ้นไปชั้น 2 โครงการท่ามหาราช (วอล์กอินได้ หรือจองผ่าน KKday) มีให้เลือกมากกว่า 1,000 แบบ พร้อมบริการสไตลิ่งครบ Siam Crown ย่านเยาวราช รับวอล์กอิน ไม่ต้องจองล่วงหน้า Charis Thai Studio ใกล้ MRT สนามไชย สำหรับแพ็กเกจพรีเมียม พร้อมทำผมและแต่งหน้า โซนผ้าไหม โอ สยามพลาซ่า สำหรับสาย DIY ที่อยากเลือกผ้าไหมมาทำเอง แหล่งรวมร้านอิสระหลายสิบร้าน ขายผ้าไหมไทยแท้ รวมถึงสไบสำเร็จรูป ในราคาสมเหตุสมผล (ประมาณ 500 - 800 บาทต่อเมตร) Jim Thompson มีสาขาทั่วกรุงเทพฯ (สยามพารากอน, เซ็นทรัลเวิลด์, ดิเอ็มโพเรียม) เหมาะกับผ้าไหมและสไบระดับพรีเมียม ตลาดพาหุรัด ย่านลิตเติลอินเดีย สวรรค์ของนักล่าราคา อยากเทียบราคาให้คุ้มต้องมา ตลาดนัดจตุจักร ก็มีร้านขายผ้าไหมกระจายอยู่หลายโซน ไม่ว่ากระแสนี้จะพัฒนาไปเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวของการนำเครื่องแต่งกายไทยมาปรับใช้ในแฟชั่นร่วมสมัย หรือจะเป็นเพียงโมเมนต์แห่งยุคสมัยที่ผูกติดกับเพลงฮิตเพลงหนึ่ง ก็ยังเร็วเกินไปจะฟันธง แต่ที่แน่ๆ คือ ตอนนี้ ‘สไบ’ กำลังเฉิดฉายเต็มที่ แม้จะจับคู่กับเดนิมก็ตาม

Movies
เตรียมเข้าไทย! หนังดราม่าที่มากกว่ากีฬา ดีกรีเข้าชิงออสการ์ 9 สาขา
หลายคนคงได้เห็นการเปิดตัวไปแล้วของ Marty Supreme ที่สหรัฐอเมริกา หนังสปอร์ตดราม่าจากค่าย A24 ว่าด้วยเรื่องความทะเยอทะยานของ Marty Reisman ตำนานนักปิงปองอัจฉริยะในนิวยอร์กยุค 1950s ผู้เป็นทั้งนักแข่งขันฝีมือฉกาจและนักพนันนอกระบบที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 ตัวหนังได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลาม ด้วยความสมจริง วุ่นวาย และตึงเครียดชนิดที่จิกเบาะกันตลอดเรื่อง ก่อนจะทิ้งคำถามปลายเปิดไว้จนหลายคนอยากหยิบมือถือขึ้นมาเสิร์ชกูเกิลต่อทันทีว่าสิ่งที่เห็นบนจอนั้น ‘จริง’แค่ไหน Marty Supreme ไม่ได้เป็นเพียงหนังชีวประวัตินักกีฬาทั่วไป หากแต่เป็นหนังที่ขุดลึกไปถึงสิ่งซึ่งมักถูกซ่อนอยู่หลังความสนุกของกีฬา นั่นคือ ‘การพนัน’ หนังเล่าเรื่องกีฬาไปพร้อมกับการเอาตัวรอดในชีวิตประจำวัน เผยให้เห็นอีกด้านของการแข่งขันที่ไม่เคยอยู่แค่ในสนาม ตลอดทั้งเรื่อง เราได้สัมผัสวัฒนธรรม งานอาร์ต และการแต่งกายที่พาผู้ชมย้อนกลับไปยังยุค 40s - 50s อย่างมีชีวิตชีวา ทำให้มวลของหนังดูจับต้องได้ มีกลิ่นและรสชาติชัดเจนในแบบที่ A24 ถนัด และก็ไม่ทำให้ผิดหวังอีกครั้ง เมื่อ Marty Supreme กลายเป็นภาพยนตร์ทำรายได้สูงสุดของค่ายไปเป็นที่เรียบร้อย แม้จะเป็นหนังที่เลือกฉายในบางโรงภาพยนตร์ก็ตาม Photograph: A24 Marty Supreme เป็นผลงานการกำกับของ ‘Josh Safdie’ จากบทภาพยนตร์ที่เขาเขียนร่วมกับ ‘Ronald Bronstein’ และได้นักแสดงมากความสามารถอย่าง ‘Timothée Chalamet’ มารับบทนำ เจ้าของรางวัลมากมายตลอดเส้นทางอาชีพ ซึ่งครั้งนี้ต้องสวมบทบาทเป็นนักกีฬามืออาชีพอย่างเต็มตัว จนถึงขั้นใช้เวลาฝึกเล่นปิงปองยาวนานถึง 6 ปี เพื่อขัดเกลาทักษะให้สมจริงที่สุด และทำให้ผู้ชมเชื่อสนิทใจว่าผู้ชายบนจอคนนี้คือ Marty Reisman ตัวจริง! นอกจากนี้ ทีมนักแสดงยังอัดแน่นไปด้วยชื่อที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Gwyneth Paltrow, Odessa A’zion, Kevin O’Leary รวมถึง Tyler, The Creator ศิลปินมาดกวนมากความสามารถ ที่เข้ามาเติมสีสันให้กับโลกอันวุ่นวายของหนังเรื่องนี้ได้อย่างลงตัว Photograph: A24 ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ถึง 9 สาขา ได้แก่ สาขาคัดเลือกนักแสดงยอดเยี่ยม, สาขากำกับภาพยอดเยี่ยม, สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยม, สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม, สาขาบทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, สาขาออกแบบงานสร้างยอดเยี่ยม, สาขาออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม และสาขาตัดต่อภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งล้วนเป็นเครื่องการันตีถึงคุณภาพและความพิถีพิถันในทุกรายละเอียดของหนัง ตั้งแต่การแสดง งานภาพ ไปจนถึงจังหวะการเล่าเรื่องที่เก็บครบทุกซีน และดึงผู้ชมให้เข้าไปอยู่ในทุกฉากได้อย่างอยู่หมัด ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่อยากให้คุณพลาด Marty Supreme ภาพยนตร์ที่มีแววจะกลายเป็นตำนานในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ไทย วันที่ 12 มีนาคม 2569

Art
กรุงเทพฯ กับทศวรรษนิวยอร์กในสายตา Jesper Haynes
นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น และชวนกระอักกระอ่วนมากกว่า นั่นคือบันทึกของการ ‘อยู่ตรงนั้นจริงๆ’ โดยไม่คิดล่วงหน้าว่ามันจะกลายเป็นอะไรในภายหลังNew York Darkroom นิทรรศการล่าสุดของเขาในกรุงเทพฯ พาเราย้อนกลับไปยังดาวน์ทาวน์ในนิวยอร์กช่วงปลายยุค 80s และ 90s แบบไร้ฟิลเตอร์ หรือไร้การยกย่องฮีโร่ เผชิญหน้าอย่างใกล้ชิด ถนนแคบจนรู้สึกได้ และไม่มีใครแสดงเพื่อกล้อง Photograph: Jesper Haynes เมื่อได้พูดคุยกับ Haynes สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ งานชุดนี้ไม่ใช่เรื่องของมรดกหรือชื่อเสียง แต่มันคือเรื่องของความใส่ใจ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ออกเดินทางไปทุกคืน กดชัตเตอร์เพียงแค่หนึ่งเฟรมแทนที่จะเป็นสิบ และเชื่อในสิ่งที่เหลืออยู่จะอธิบายตัวมันเองในภายหลังภาพถ่ายของเขาที่มีทั้ง Andy Warhol, Willem Dafoe และ John Lurie ปรากฏอยู่ร่วมกับเพื่อน คนรัก และคนแปลกหน้า ไม่ได้ให้ความรู้สึกเหมือนวัตถุทางวัฒนธรรม แต่คล้ายหลักฐานส่วนตัวมากกว่า หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้นจริง และเขาเคยอยู่ตรงนั้นจริงๆ นี่ไม่ใช่ความโหยหาอดีต แต่มันคือความทรงจำที่มีศอก มีเหลี่ยม และไม่หลบหน้าใคร ก่อนที่นิวยอร์กจะกลายเป็นเรื่องเล่า เมื่อถาม Haynes ว่านิวยอร์กในช่วงเวลาที่เขาถ่ายภาพนั้น รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ท่ามกลางประวัติศาสตร์ไหม เขาตอบแทบจะทันทีว่า ‘มันคือปัจจุบันล้วนๆ’ ไม่มีความรู้สึกว่ากำลังเห็นตำนานในอนาคต ไม่มีการรับรู้ว่าตัวเองอยู่ในจุดอ้างอิงของยุคสมัย มีแค่ ‘ตอนนี้’ สิ่งนี้สำคัญมาก เพราะภาพใน New York Darkroom ไม่ได้ประกาศตัวว่าเป็นจดหมายเหตุ เขาหมกมุ่นกับช่วงเวลาตรงหน้ามากเกินกว่าจะคิดถึงจุดนั้น Haynes ย้ายมานิวยอร์กตั้งแต่วัยรุ่น หลัง Andy Warhol ชวนเขามาเยี่ยม การเชื้อเชิญครั้งนั้นเปลี่ยนเส้นทางชีวิตเขาอย่างเงียบๆ เขาไม่ได้โหยหาความสำเร็จหรือความมั่นคง ‘ผมไม่ได้สนใจ American Dream’ เขาบอก “ผมหลงใหลไอเดียที่ว่าศิลปินจากทุกแขนงมารวมกันอยู่ในเมืองเดียว” สิ่งที่เขาเจอคือนิวยอร์กที่กำลังจะพัง และราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ เมืองล้มละลาย เถื่อน แต่ใจกว้างเพราะความขัดสน ‘ค่าเช่าถูกมาก ผมจ่ายประมาณเดือนละ 150 ดอลลาร์’ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนยังแปลกใจกับความทรงจำของตัวเอง Photograph: Jesper Haynes ทุกคนรอบตัวกำลังสร้างอะไรบางอย่าง นักเขียน ผู้กำกับ นักร้อง นักเต้น ดีเจ ไร้ซึ่งโลกอินเทอร์เน็ต แค่เอาชีวิตรอดไปด้วยกัน ความเร่งด่วนร่วมกันนั้นซึมอยู่ในทุกภาพ นิวยอร์กไม่ได้ถูกทำให้ดูหรู อันตราย หรือโรแมนติก มันแค่ ‘มีอยู่’ และคอยติดตามสำหรับใครก็ตามที่เต็มใจจะใช้ชีวิตตอนดึกดื่น Photograph: Jesper Haynes หนึ่งม้วน หนึ่งคืน หนึ่งการตัดสินใจ Haynes ถ่ายภาพแทบตลอดเวลา อย่างน้อยวันละหนึ่งม้วน ไม่ใช่เพราะหมกมุ่นกับปริมาณของงาน แต่เพราะนั่นคือจังหวะชีวิตของเขา ออกไปข้างนอก 7 คืนต่อสัปดาห์เป็นเวลาหลายปี ไนต์คลับ อพาร์ตเมนต์ ดินเนอร์ที่ลากยาวถึงเช้า และสิ่งที่ยึดทุกอย่างไว้ด้วยกันคือห้องมืด “สิ่งที่สวยงามของการเข้าห้องมืดหลังออกจากไนต์คลับทั้งคืน คือผมได้อยู่คนเดียว” เขาบอกว่ามันคือสมาธิรูปแบบหนึ่ง ความโดดเดี่ยวตรงนั้นคือสิ่งที่สำคัญ การล้างฟิล์มสามารถถ่วงเสียงรบกวนต่างๆ ได้ เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่ไม่ต้องอธิบายอะไรกับใคร นี่คือเหตุผลที่ New York Darkroom เลือกแสดง contact sheet เพราะ Haynes อยากให้เห็นกระบวนการ ไม่ใช่เพื่อทำลายมนต์ขลัง แต่เพื่อทำให้มันเป็นมนุษย์มีมวลของความลังเล การลองซ้ำ ความไม่แน่ใจ ‘ผมอยากให้มันเสมือจริง อยากให้คนดื่มด่ำและรู้สึกไปกับมัน’ Photograph: Jesper Haynes สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายภาพมีเพียงเฟรมเดียว ไม่มีสำรอง ‘สมัยนั้นเราถ่ายกันแบบนี้’ เขาอธิบาย คุณต้องตั้งใจ เพราะคุณมีเพียงแค่ 36 รูปที่ไม่สามารถเสียได้แม้แต่ม้วนเดียว เมื่อพูดถึงการกลับมาของฟิล์ม Haynes ไม่สนใจภาษาของเทรนด์ ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจ มันทำให้มือช้าลงและสายตาคมขึ้น ‘เวลาผมถ่ายฟิล์ม ผมมีสติมากกว่า’ เขาบอก ฟิล์มบังคับให้คุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้น วางสายตาให้ชัด และกดเมื่อมั่นใจ ดิจิทัลยังมีโอกาสให้แก้ไขภายหลัง แต่ฟิล์มต้องการความตั้งใจในขณะนั้น Photograph: Jesper Haynes ความใกล้ชิด จริยธรรม และการรู้จักพอ ความใกล้ชิดในภาพของ Haynes ไม่ได้เกิดจากการแอบถ่าย แต่จากความไว้ใจ ‘มันคือความซื่อสัตย์ระหว่างคนกับคน’ เขาบอก ‘ผมไม่ชอบแอบถ่าย’ เขาไม่ถ่ายภาพที่เอาเปรียบ และไม่สนใจช่วงเวลาที่ความเปราะบางถูกใช้เป็นวัตถุดิบ ในยุค 80s - 90s กล้องถ่ายภาพยังมีความไร้เดียงสาอยู่มาก ‘ผู้คนมีความสุขกับการถูกถ่ายภาพ’ แต่วันนี้ความระแวงมาก่อน ทุกคนกำลังแสดงบทบาทให้กับผู้ชมในอนาคตที่มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้กระทบแค่การถ่ายภาพ แต่กระทบถึงความรับผิดชอบของคนถือกล้องด้วย Photograph: Jesper Haynes แม้ในยุคที่กล้องยังไม่สร้างความระแวง Haynes ก็คิดถึงเรื่องจริยธรรมอยู่แล้วบางคืนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย แอลกอฮอล์ทำให้เส้นแบ่งเลือนราง แต่การตัดสินใจที่แท้จริงเกิดขึ้นในวันถัดมา ‘ผมต้องถามตัวเองว่ามันโอเคไหมที่จะเผยแพร่ภาพเหล่านั้น’ เขาพูด ‘ผมไม่ชอบการถ่ายภาพที่เอาเปรียบผู้คน เมื่อเวลาผ่านไป สัญชาตญาณนี้ยิ่งคมชัดขึ้น วันนี้เขาแทบไม่แสดงภาพเปลือย ไม่ใช่เพราะระมัดระวังมากขึ้น แต่เพราะรู้สึกถึงความรับผิดชอบ ‘ตอนนั้นพวกเขาอายุแค่ยี่สิบ พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าภาพของตัวเองจะถูกนำมาเผยแพร่ในอนาคต’บางครั้งเขายังติดต่อคนที่ไม่ได้คุยกันมาหลายสิบปี เพื่อขออนุญาตก่อนใช้ภาพ ในโลกที่ถูกหล่อหลอมด้วย AI และการทำซ้ำอย่างไม่รู้จบ ความใส่ใจแบบนี้ดูเงียบงัน แต่กลับทรงพลังอย่างประหลาด ยิ่งฟังเขาพูด ยิ่งรู้สึกว่ามันหาได้ยากเหลือเกิน ที่จะได้ยินช่างภาพพูดถึง ‘การยับยั้งชั่งใจ’ โดยไม่แฝงการโอ้อวดนี่ไม่ใช่คำพูดเชิงศีลธรรมแต่มันคือวิธีที่เขาทำงาน แค่นั้นเอง Photograph: Jesper Haynes 3 ภาพ 3 บริบท แม้จะมีบุคคลที่คุ้นชื่อปรากฏอยู่ แต่งานของ Haynes ไม่ได้พูดถึงชื่อเสียง หากแต่พูดถึงบริบท ภาพ Andy Warhol ในสตอกโฮล์มถูกถ่ายตอน Haynes ยังเรียนมัธยม เขาหนีเรียน ปั่นจักรยานไปยังบ้านส่วนตัวที่ Warhol มาถ่ายรายการ 1 ชั่วโมงที่ทั้งสองนั่งรอจัดไฟ Warhol เป็นฝ่ายถามคำถามมากกว่า ภาพนั้นถ่ายเพียงเฟรมเดียวด้วยกล้อง Minox กล้องแบบเดียวกับที่ Warhol ใช้ หนึ่งเฟรม ไม่มีภาพก่อนหน้า ไม่มีภาพถัดไป ‘ผมคิดว่า โอเค ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องถ่ายสองภาพ’ Photograph: Jesper Haynes ภาพที่สองคือ John Lurie และ Francesco Clemente ที่ Club MK’s ในปี 2532 ค่ำคืนนั้นเป็นดินเนอร์ปาร์ตี้ธรรมดา Haynes รู้จัก Lurie อยู่ก่อนแล้วผ่านกลุ่มเพื่อน เขาถ่ายภาพทั้งคู่ไม่ต่างจากที่ถ่ายทุกคนในคืนนั้น ‘มันไม่ใช่โมเมนต์แบบ อ๋อ นั่น John Lurie’ เขาว่าไว้ Keith Haring ปรากฏในอีกเฟรมหนึ่ง ถัดไปคือใครสักคนที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อเสียงค่อยๆ หายไปเมื่อทุกคนอยู่ใกล้กันในระยะเดียวกัน ความผ่อนคลายทั้งหมดเกิดขึ้นจากความไว้ใจ Photograph: Jesper Haynes ภาพที่สามจับ Willem Dafoe ระหว่างสายโทรศัพท์ในนิวยอร์ก ปี 1989 Haynes รู้จักเขาผ่านเพื่อนคนหนึ่งในคณะละครเดียวกัน ไม่มีการกำกับ ไม่มีการขัดจังหวะ‘เขารู้ว่าผมเดินถ่ายรูปอยู่แถวนั้น’ Haynes ว่าไว้ หนึ่งเฟรม เท่านั้นก็พอ Photograph: Jesper Haynes กรุงเทพฯ ระยะทาง และสิ่งที่ยังมีชีวิต การจัด New York Darkroom ที่กรุงเทพฯ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Haynes มาเมืองไทยตั้งแต่ปี 2530 ‘ผมรักกรุงเทพฯ’ เขาพูด และไม่ใช่เพราะเมืองนี้เรียบร้อยหรือสวยงาม แต่เพราะความหยาบ ความไม่สมบูรณ์ และพลังของมัน อาคารเก่าข้างตึกใหม่ ถนนใหญ่ที่แตกแขนงเป็นซอยแคบ ‘คุณจะรู้สึกว่าตัวเองอยู่กลางเมืองจริงๆ’ เขาว่า สำหรับช่างภาพ ความขรุขระแบบนี้สำคัญ เพราะมันทำให้เมืองยังมีมิติให้มอง เขายังพูดอย่างจริงจังว่าอยากทำหนังสือเกี่ยวกับกรุงเทพฯ ในอนาคต และยิ่งชัดเจนว่านี่ไม่ใช่ความสนใจชั่วคราว Photograph: Jesper Haynes ระยะทางทำให้เขามองนิวยอร์กเปลี่ยนไป หลังจากใช้ชีวิตกับเมืองนั้นมากว่า 40 ปี มันไม่สร้างความตื่นเต้นให้เขาเหมือนเดิม ภาพของนิวยอร์กถูกผลิตซ้ำจนล้น ทั้งในอินสตาแกรม โฆษณา และสื่อทุกชนิด ‘มันมีจุดที่คุณรู้สึกเหมือนจะอาเจียน’ เขาพูดติดตลก แต่แฝงความเหนื่อยล้า สิ่งที่ยังทำให้เขาสนใจ คือผลงานที่เป็นเรื่องส่วนตัว ‘ยิ่งเป็นส่วนตัวมากเท่าไร ยิ่งน่าสนใจ’แนวคิดนี้คือหัวใจของ New York Darkroom นิทรรศการนี้ไม่ได้พยายามเก็บทุกภาพของนิวยอร์กไว้ แต่มุ่งทำความเข้าใจบางช่วงเวลาให้ชัดเจน Photograph: Jesper Haynes สิ่งสำคัญที่สุดที่นิวยอร์กสอนเขา ไม่ใช่ชีวิตกลางคืนหรือไนต์คลับ แม้เขาจะอยู่ในนั้นแทบทุกคืน แต่คือเรื่องของ ‘ชุมชน’ และ ‘บ้าน’ อพาร์ตเมนต์ในย่าน East Village ที่มีผู้คนแวะเวียนไม่ขาดสาย ดินเนอร์ปาร์ตี้หลายคืนต่อสัปดาห์ กระดิ่งหน้าประตูที่ดังต่อเนื่องยาวนานเกือบ 20 ปี ชีวิตแบบนั้นกลายมาเป็นหนังสือ St Marks 1986 - 2006 ซึ่ง Haynes มองว่าเป็นผลงานที่ซื่อสัตย์ที่สุดของเขา‘นั่นคือสิ่งที่อยู่ข้างใน’ เขาอธิบาย ส่วน New York Darkroom คือสิ่งที่เกิดขึ้นข้างนอก สำหรับ Haynes การถ่ายภาพคือการเก็บรักษาความทรงจำ และเป็นวิธีทำความเข้าใจตัวเอง “ถ้าผมไม่ถ่ายภาพเหล่านั้น ผมคงลืมมันไปหมดแล้ว” ราวกับว่าชีวิต ผู้คน และช่วงเวลานั้นอาจหายไปจริงๆ หากไม่มีภาพเหลืออยู่ New York Darkroom ไม่ได้บอกว่าอดีตดีกว่าปัจจุบัน และไม่ได้ทำให้ช่วงเวลานั้นดูบริสุทธิ์หรือโรแมนติกเกินจริง มันเพียงแสดงให้เห็นว่าการมองอย่างตั้งใจ ในยุคที่ผู้คนยังไม่หมกมุ่นกับการมองตัวเองตลอดเวลา มีหน้าตาเป็นอย่างไร Photograph: Jesper Haynes หากคุณอยากเห็นเมืองหนึ่งในฐานะชีวิตที่มีประสบการณ์ร่วมกัน ไม่ใช่ตำนานหรือภาพจำ นิทรรศการนี้คือพื้นที่ที่ควรใช้เวลาด้วยกันไปกับคุณ ที่ Chaloem La Art House วันที่ 24 มกราคม – 14 กุมภาพันธ์ เวลา 12.00 - 18.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าจ่าย
การโฆษณา
เผื่อคุณจะพลาดสิ่งนี้ไป...

Things to do
THAIFEX - HOREC Asia งานที่ผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์รอคอยกลับมาอีกครั้งเป็นปีที่สามในเดือนมีนาคมนี้
เมื่อพูดถึงการทำธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือบาร์ หลายคนอาจนึกถึงความยุ่งยากของการเริ่มต้นทำธุรกิจ การหาซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้...

Restaurants
ร้านอาหารเมดิเตอร์เรเนียนที่ซ่อนตัวในโกดังลับย่านตลาดน้อย กับการปรุงที่นิยามใหม่จากวัตถุดิบไทยแท้
ใครจะไปเชื่อว่าท่ามกลางความขลังของย่านเมืองเก่าอย่าง ‘ตลาดน้อย’ บนชั้น 4 ของโกดัง The Warehouse Talad Noi จะมีโลกอีกใบซ่อนตัวอยู่ Electric Sheep...

Travel
ได้รับการสนับสนุน
โรงแรมปราสาทเทพนิยายแห่งเขาใหญ่ที่น่าจับตามอง กลับมาพร้อมกับบรรยากาศใหม่ๆ
ทุกคนคงคุ้นหน้าคุ้นตากับปราสาทสไตล์ยุโรปสุดอลังการแห่ง ปราสาทที่เหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย พร้อมสนามกอล์ฟและเนินเขาสวยงามที่กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของเขาใหญ่...

Travel
เฉลิมฉลองฤดูกาลแห่งความสุข ให้ทุกโมเมนต์ของปลายปีเปล่งประกายไปกับ COMO Metropolitan Singapore
ธันวาคม เดือนที่อากาศเริ่มเย็นลงพอให้ใจได้พักจากฝุ่นเมืองและจังหวะชีวิตที่เร่งรีบตลอดปี แสงไฟตามถนนเริ่มส่องประกาย ผู้คนค่อยๆ ผ่อนคลายจังหวะของตัวเองลง...

Art
ได้รับการสนับสนุน
ชวนทำ Vlog กับ 5 โลเคชั่นน่าไปในกรุงเทพฯ
กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ ที่แม้จะดูขัดแย้งกันแต่ก็ลงตัว อย่างโกดังสินค้าเก่าที่ถูกรีโนเวตเป็นแกลเลอรี ห้างริมแม่น้ำระยิบระยับด้วยกระจกใส...
รีวิวร้านอาหารและคาเฟ่ในกรุงเทพฯ

Restaurants
Gordon Ramsay Bread Street Kitchen & Bar ICONSIAM
หลายปีหลังจากกระแสความนิยมของรายการทำอาหารที่พุ่งสูงขึ้น เชฟหลายคนได้กลายเป็นขวัญใจของคนรักอาหารทั่วโลก และหนึ่งในนั้นคือ เชฟกอร์ดอน แรมซีย์...

Things to do
6 ร้านน่าลองย่านอารีย์ ปี 2569 ย่านที่มีแต่อะไรดีๆ เกิดขึ้นทุกวัน
ขอยกให้อารีย์เป็นหนึ่งในย่านที่จำนวนร้านเปิดใหม่แปรผันตรงกับจำนวนปี เพราะมีร้านใหม่มาให้เช็กอินแทบทุกซีซั่น ทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ บาร์ ร้านเสื้อผ้า โรงแรม...

Restaurants
Tapori
เมื่อพูดถึงอาหารอินเดีย ภาพจำของใครหลายคนคงหนีไม่พ้นสตรีตฟู้ดที่พ่วงมากับรถเข็น หรือตลาดที่มีผู้คนชุกชุม...

Restaurants
โสมะ
ตั้งแต่ร้านอาหารไทยได้รับรางวัลต่างๆ ไม่ว่าจะมิชลินไกด์ Thailand’s Favourite Restaurant หรือ The Worlds 50 Best Restaurants...

Restaurants
Olivetto
สาวกพาสต้าทั้งหลายคงคุ้นชินกับเบคอนในคาโบนารา หรือแซลมอนย่างในซอสเพสโต้ ราวกับเป็นสูตรสำเร็จของเมนูเส้นยอดนิยมจากอิตาลี...
บทสัมภาษณ์ล่าสุด

Art
กรุงเทพฯ กับทศวรรษนิวยอร์กในสายตา Jesper Haynes
นิวยอร์กคือเมืองที่ถูกบันทึกภาพซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทุกตรอกซอยถูกเล่าเป็นตำนาน ทุกค่ำคืนถูกบดบังด้วยทัศนคติ แต่สิ่งที่ Jesper Haynes มอบให้กลับเงียบขึ้น...

Comedy
‘คิ้ว’ คือมงกุฎ ‘ชุด’ คือชีวิต เซเลบสี่ขา แคสเปอร์ & แคลอรี่ น้องหมาผู้สร้างมีมดังทั่วโซเชียล
ในโลกโซเชียลที่คอนเทนต์สัตว์เลี้ยงผุดขึ้นใหม่ทุกวัน มีไม่กี่เพจที่จะทำให้คนหยุดเลื่อน แล้วยอมกดติดตามโดยไม่ลังเล เพจที่เรากำลังพูถึงนั่นก็คือ...

LGBTQ+
GAWDLAND กับการโกอินเตอร์บนเวที RuPaul's Drag Race พร้อมความกล้าฉบับ Thai Gen Z
แดร็กควีนไทยเปิดใจถึงการเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวในห้องเวิร์ครูม เมื่อต้องสู้กับคนทั้งโลก และค่ำคืนในสีลม GAWDLAND กับการลงแข่ง RuPaul's Drag Race ด้วยความกล้าแบบ...
รีวิวบาร์ในกรุงเทพฯ
Nightlife
Bar.Yard โฉมใหม่ การกลับมาของรูฟท็อปสายปาร์ตี้ ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม
ใครกำลังมองหาที่แฮงเอาต์ใหม่ที่ให้มากกว่าแค่การกินดื่ม Bar.Yard บนดาดฟ้า Kimpton Maa-Lai Bangkok...
Bars
Lost in Thaislation
ข้าวมันไก่ ผัดไทย หมูสับเกี้ยมบ๊วย ข้าวเหนียวมะม่วง ทั้งหมดนี้คือชื่อเมนูค็อกเทลของร้าน Lost in Thaislation บาร์ใหม่ย่านทองหล่อโดย ‘ฝาเบียร์ - สุชาดา...
Bars
#FindTheLockerRoom
แม้จะเป็นที่รู้จักจากรางวัลการันตีคุณภาพมากมายทั้งที่มอบให้ร้านและบาร์เทนเดอร์แต่ก็ยังยืนหนึ่งเรื่องการเป็น ‘บาร์ลับ’ อยู่ดี สำหรับ...
แนะนำโรงแรมทั่วกรุงเทพฯ

Travel
Kimpton Kitalay Samui
ใครอยากหนีไปพักผ่อนเงียบๆ แต่ก็อยากเจอบรรยากาศมีชีวิตชีวาให้รู้สึกได้มาพักผ่อน เราว่าอาจจะชอบรีสอร์ทแห่งใหม่ Kimpton Kitalay Samui (คิมป์ตัน คีตาเล สมุย)...

Hotels
Capella Bangkok
โรงแรมคาเพลลา (Capella) แห่งแรกในประเทศไทยตั้งอยู่บนที่ดินผืนงามริมแม่น้ำเจ้าพระยาบนถนนเจริญกรุง ให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และวิลลา 101 ห้อง...

Hotels
W Bangkok
ถ้าจะบอกว่า W Bangkok คือหนึ่งในโรงแรมหรูที่เท่ที่สุด คูลที่สุด ฮิปที่สุดในกรุงเทพฯ ก็คงไม่ผิด ตั้งแต่สถานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ณ แยกสาทร...

Hotels
Sindhorn Kempinski Hotel
สินธร เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเขียวชอุ่มของสินธรวิลเลจ ใกล้กับโรงแรม Kimpton Maa-Lai Bangkok และห้าง Velaa เป็นโรงแรมเคมปินสกี้แห่งที่ 2...

Hotels
Kimpton Maa-Lai Bangkok
โรงแรมแห่งแรกจากแบรนด์ Kimpton ที่เข้ามาเจาะตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและการผสมผสานกันอย่างลงตัวของทุกองค์ประกอบ...
Quick Meal: ดูคลิปเมนูทำง่ายจากร้านดังทั่วกรุงเทพฯ

Restaurants
พล่ากุ้งอบวุ้นเส้น
Time Out: Quick Meal คลิปนี้ ชวนเชฟเรณู หอมสมบัติ จากร้าน Saffron โรงแรม Banyan Tree กรุงเทพฯ หนึ่งในร้านอาหารที่ร่วมฉลองครบรอบ 25 ปีเบียร์ช้าง ในงาน Time Out...














